วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559

การสร้างตารางด้วยภาษา HTML

การสร้างตารางด้วยภาษา HTML


<table  border=3>


<tr>
<td> รายการอาหาร </td>
<td> ตัวอย่างอาหาร    </td>
</tr>


<tr>
<td> เค้กวนิลา 1 ปอนด์ </td>
<td> <img src="cake.jpg" width=300 height=300>    </td>
</tr>


...
...
...
</table>



วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

การเขียนรายงานโครงงาน

5. การเขียนรายงาน
          การเขียนรายงานเป็นวิธีการสื่อความหมายเพื่อให้ผู้อื่นได้เข้าใจแนวคิด วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า ข้อมูลที่ได้ ตลอดจนข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่างๆ เกี่ยวกับโครงงานนั้น ในการเขียนรายงานนักเรียนควรใช้ภาษาที่อ่านง่าย ชัดเจน กระชับ และตรงไปตรงมา ให้ครอบคลุมหัวข้อต่างๆเหล่านี้
  •      ส่วนนำ 
          ส่วนนำ เป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงงานนั้นซึ่งประกอบด้วย
          1. ชื่อโครงงาน
          2. ชื่อผู้ทำโครงงาน
          3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา
          4. คำขอบคุณ เป็นคำกล่าวขอบคุณบุคคลหรือหน่วยงาน ที่มีส่วนช่วยทำให้โครงงานสำเร็จ
          5. บทคัดย่อ อธิบายถึงที่มา ความสำคัญ วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ และผลที่ได้โดยย่อ
  •     บทที่ 1 บทนำ 
          บทนำเป็นส่วนรายละเอียดของเนื้อหาของโครงงานซึ่งประกอบด้วย
          1. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
          2. เป้าหมายของการศึกษาค้นคว้า
          3. ขอบเขตของโครงงาน
  • บทที่ 2 หลักการและทฤษฎี 
          หลักการและทฤษฎี เป็นส่วนสรุปข้อมูลที่ได้จากการศึกษาหาข้อมูลหรือหลักการ ทฤษฎี หรือวิธีการที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาโครงงาน ซึ่งรวมถึงการระบุผลงานของผู้อื่นที่นักเรียนนำมาเปรียบเทียบหรือพัฒนาเพิ่มเติมด้วย
  • บทที่ 3 วิธีดำเนินการ 
          วิธีดำเนินการ อธิบายขั้นตอนการดำเนินงานโดยละเอียด พร้อมทั้งระบุปัญหาหรืออุปสรรคที่พบพร้อมทั้งวิธีการที่ใช้แก้ไข พร้อมทั้งระบุวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำงาน 

  • บทที่ 4 ผลการศึกษา 
          ผลการศึกษา นำเสนอข้อมูลหรือระบบที่พัฒนาได้ โดยอาจแสดงเป็นตาราง หรือ กราฟ หรือข้อความ ทั้งนี้ให้คำนึงถึงความเข้าใจของผู้อ่านเป็นหลัก 

  • บทที่ 5 สรุปผลและข้อเสนอแนะ 
          สรุปผลและข้อเสนอแนะ อธิบายผลสรุปที่ได้จากการทำ งาน ถ้ามีการตั้งสมมติฐานควรระบุด้วยว่าข้อมูลที่ได้สนับสนุนหรือคัดค้านสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือยังสรุปไม่ได้ นอกจากนั้นยังควรกล่าวถึงการนำ ผลการทดลองหรือพัฒนาไปใช้ประโยชน์ อุปสรรคของการทำโครงงาน หรือข้อสังเกตที่สำคัญ หรือข้อผิดพลาดบางประการที่เกิดขึ้นจากการทำ โครงงานนี้ รวมทั้งข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไขหากจะมีผู้ศึกษาค้นคว้าในเรื่องทำนองนี้ต่อไปในอนาคตด้วย 

  • ประโยชน์ 
          ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงงาน ระบุประโยชน์ที่นักเรียนได้รับจากการพัฒนาโครงงานนั้น และประโยชน์ที่ผู้ใช้จะได้รับจากการนำผลงานของโครงงานไปใช้ด้วย 

  • บรรณานุกรม 
          บรรณานุกรม รวบรวมรายชื่อหนังสือ วารสาร เอกสาร หรือเว็บไซด์ต่างๆ ที่ผู้ทำ โครงงานใช้ค้นคว้า หรืออ่านเพื่อศึกษาข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ที่นำมาใช้ประโยชน์ในการทำ โครงงานนี้การเขียนเอกสารบรรณานุกรมต้องให้ถูกต้องตามหลักการเขียนด้วย 

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2558

สร้างเว็บเพจประวัติส่วนตัว

<HTML>
<HEAD>
<TITLE>ประวัติส่วนตัว</TITLE>
</HEAD>
<BODY BGCOLOR=PINK>
<CENTER><H1>ข้อมูลส่วนตัว</H1>
<IMG SRC=ชื่อไฟล์เส้นคั่น.นามสกุล></CENTER>
<IMG SRC=ชื่อไฟล์รูปภาพตัวเอง.นามสกุล>
<H2>
<BR> ชื่อ : __________
<BR> ชื่อเล่น : ______________
<BR> ....................
<BR> ....................
<BR> ....................
</BODY>
</HTML>

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แบบทดสอบเรื่องการแยกสาร
คำชี้แจง  จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด เพียงคำตอบเดียว

1. ข้อใดเป็นหลักการแยกสารด้วย   “การกรอง”
     ก. แยกสารเนื้อผสมที่องค์ประกอบของของแข็งที่ไม่ละลายในของเหลว    
     ข. แยกสารเนื้อผสมที่มีอนุภาคของแก๊ส  ปนอยู่ในสารละลาย
     ค. แยกสารเนื้อผสมที่องค์ประกอบของสารที่ละลายน้ำได้
     ง. แยกสารเนื้อผสมที่มีอนุภาคของของเหลวปนอยู่ในสารละลาย

2. ข้อใดเป็นหลักการแยกสารด้วย “การกลั่น”
    ก. แยกสารที่มีจุดเดือดต่างกัน
    ข. แยกสารที่มีสภาพการละลายต่างกัน
    ค. แยกสารที่มีขนาดของอนุภาคแตกต่างกัน
    ง. แยกสารที่มีความสามารถในการละลายและถูกดูดซับบนตัวดูดซับแตกต่างกัน
3. ข้อใดเป็นหลักการแยกสารด้วย “สกัดด้วยตัวทำละลาย”
    ก. แยกสารที่มีจุดเดือดต่างกัน
    ข. แยกสารที่มีสภาพการละลายต่างกัน
    ค. แยกสารที่มีขนาดของอนุภาคแตกต่างกัน
    ง. แยกสารที่มีความสามารถในการ ละลายและถูกดูดซับบนตัวดูดซับแตกต่างกัน

4. ข้อใดเป็นหลักการแยกสารด้วย “โครมาโทกราฟี”
    ก. แยกสารที่มีจุดเดือดต่างกัน
    ข. แยกสารที่มีสภาพการละลายต่างกัน
    ค. แยกสารที่มีขนาดของอนุภาคแตกต่างกัน
    ง. แยกสารที่มีความสามารถในการ ละลายและถูกดูดซับบนตัวดูดซับแตกต่างกัน

5.  การแยกสารเนื้อเดียวด้วยวิธีโครมาโทกราฟีพบว่า บนกระดาษกรองมีสีปรากฏ   3 สี สารนี้คือสารอะไร
    ก. ธาตุ
    ข. สารละลาย
    ค. สารบริสุทธิ์
    ง. สารประกอบ

6.  การสกัดสีเขียวจากใบเตย ควรใช้วิธีใด
    ก.การกลั่นธรรมดา
    ข.   การกลั่นด้วยไอน้ำ
    ค.   การกลั่นลำดับส่วน
    ง. การใช้ตัวทำละลาย

7.   ผลึกเกิดจากสารในข้อใด
    ก. สารละลายอิ่มตัว
    ข. สารละลายเข้มข้น
    ค. สารละลายเจือจาง
    ง. สารเนื้อผสม

8.   ถ้าตั้งถ้วยสารละลายคอปเปอร์ซัลเฟตไว้ในห้องนานถึง 7  วัน ก็ยังไม่ตกผลึก   ข้อใดกล่าวถูกต้อง
    ก.สารละลายนั้นมีฝุ่นละอองปลิวมาผสม
    ข.สารละลายนั้นอิ่มตัว  แต่อุณหภูมิไม่  เย็นจัด
    ค.สารละลายนั้นไม่อิ่มตัว จึงไม่สามารถ  ตกผลึกได้
    ง.สารละลายไม่ตกผลึก เพราะตัวถูก  ละลายเป็นของเหลว

9.  สมชาย สมัคร   และอภิสิทธิ์   แบ่งสารละลายอิ่มตัวของคอปเปอร์ซัลเฟต (จุนสี) ไปทำให้ตกผลึกในกล่องพลาสติกคนละกล่อง ปรากฏว่าผลึกจุนสีที่ได้มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ไม่เหมือนรูปในหนังสือแบบเรียน เขาทั้ง 3 คน ควรสรุปผลการทดลองตามข้อใด
    ก.   ผลึกจุนสีมีรูปร่างได้หลายอย่าง
    ข.   ผลการทดลองแสดงว่าไม่ใช่จุนสี
    ค.   ผลึกจุนสีมีรูปร่างสี่เหลี่ยมขนม    เปียกปูน
    ง.   ผลึกจุนสีมีรูปร่างเหมือนรูปในหนังสือ  แบบเรียน

10. ถ้ามีฝุ่นผงอยู่ในน้ำเชื่อม เราควรแยกฝุ่นผงออกด้วยวิธีใด
   ก. การกรอง
   ข. การกลั่น
   ค.การระเหย
   ง.การตกตะกอน